รับสมัครพนักงาน PC บุญถาวรพุทธมณฑล

CAREER

พนักงานขาย (PC)

ประจำ : บุญถาวร สาขาพุทธมณฑล

เงินเดือน 12,500 – 20,000 บาท

ยังไม่รวมค่าคอมมิชชั่น +OT

อัตรา : 1 ตำแหน่ง

รายละเอียดงาน

• ให้คำปรึกษาและเสนอขายผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้า
• ขายสินค้าให้ได้ตามเป้าที่บริษัทฯ กำหนด

Features

1. มีประสบการณ์ด้านการขายวัสดุก่อสร้างมาก่อน หรือเคยเป็นพนักงานขายสินค้ามาก่อน
2. สามารถออกไซด์งานได้ เดินทางไปทำงานนอกพื้นที่ได้ร่วมกับเซลล์
3. เพศ ชาย/หญิง อายุตั้งแต่ 23-36 ปี
4. วุฒิการศึกษาม.6 หรือเทียบเท่า
5. มีใจรักงานบริการและงานขาย

สวัสดิการ

1. ประกันสังคม
2. ค่า Commission
3. ค่าโทรศัพท์
4. ค่าล่วงเวลา
5. ปรับเงินเดือนประจำปี
6. ตรวจสุขภาพประจำปี
7. ชุดยูนิฟอร์ม

ติดต่อสมัครงาน

คุณ อัญชลี (ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์)

BEZEN CO.,LTD
99/305 หมู่ 10 ถ.ราชพฤกษ์ ต.บางกร่าง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000

โทรศัพท์ : 02-422-5981, 089-981-5997
แฟกซ์ : 02-422-5980

Line : Bezenhr

ตำแหน่งอื่นๆ

วิธีทำให้บ้านเย็น ไม่ต้องง้อแอร์ให้เปลืองค่าไฟ

วิธีทำให้บ้านเย็น

วิธีทำให้บ้านเย็น ไม่ต้องง้อแอร์ให้เปลืองค่าไฟ

     ประเทศไทยเราเรียกได้ว่าอาจจะเป็นหน้าร้อนตลอดทั้งปีเลยก็ว่าได้จะมีช่วงเวลาที่เป็นหน้าหนาวกับหน้าฝนเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น แล้ววันนี้เราจึงจะนำพาทุกท่านมาพบกับเทคนิคลดความร้อนภายในบ้านไม่ว่าจะช่วงหน้าร้อนหรือช่วงหน้าไหนหากรู้สึกบ้านร้อนอยู่ไม่ได้สามารถนำไปใช้ได้เลย รับประกันเลยว่าเมื่อท่านอ่านบทความจบแล้วจะสามารถนำเทคนิคการลดความร้อนภายในบ้านไปใช้ได้จริง

อยากให้บ้านเย็นต้องเริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างและภูมิทัศน์

1.การวางผังบ้านให้บ้านเย็น

ทิศใต้ ทิศตะวันตก แดดเยอะที่สุด

ทิศเหนือ ทิศตะวันออก แดดน้อย

จัดวางให้ห้องแต่ละห้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงานให้อยู่ในทิศที่แดดน้อย

จัดห้องที่ต้องการความร้อนช่วยจัดการความชื้น มาไว้ในทางทิศที่โดนแดดเยอะ เช่น ห้องน้ำ โซนซักล้าง ห้องครัว

เพื่อเราจะได้ใช้ห้องแต่ละห้องอย่างมีความสุขที่สุด และยังใช้แสงแดดให้เกิดประโยชน์ด้วย

2.ทิศทางลม 

ทิศทางลมในแต่ละฤดู

  1. ฤดูร้อน (ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม) ลมจะพัดมาทางทิศใต้ ถือว่าเป็นลมที่ดี ช่วยลดความร้อนของอากาศลงได้

การวางทิศบ้านให้หันไปทางทิศใต้ ถือเป็นทิศที่ดี เพราะเป็นทิศที่มีลมพัดเข้าบ้านตลอด จึงควรจัดให้มีช่องลม หน้าต่าง หรือประตูที่ให้ลมเข้า เพื่อดึงลมเข้าบ้านให้มากที่สุด รวมทั้งไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่บังหน้าบ้าน เพราะจะเป็นการบังทิศทางลม หากพื้นที่หน้าบ้านกว้างควรขุดบ่อน้ำ หรือทำสระน้ำไว้หน้าบ้าน เพื่อให้ลดพัดความเย็นเข้าสู่ตัวบ้าน.

  1. ฤดูฝน (ช่วงเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน) ลมจะพัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลมนี้เรียกว่า “ลมมรสุม”

การวางทิศบ้านให้หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะได้รับอิทธิพลของลมมากที่สุด หากในแง่ของการวางทิศบ้านให้ถูกทิศทางลมแล้ว ถือว่าทิศนี้รับลมได้ดีที่สุด แต่ข้อเสียคือบ้านตั้งอยู่ในแนวลมมรสุม ซึ่งเสี่ยงต่อการที่บ้านจะเสียหายจากลมพายุได้ง่ายเมื่อเกิดพายุฝน ควรหาต้นไม้ใหญ่หรือแนวกำแพงเพื่อป้องกันลมมรสุมในทิศนี้แต่ต้องเว้นระยะห่างจากตัวบ้านด้วย.

  1. ฤดูหนาว (ช่วงธันวาคม-กุมภาพันธ์) ทิศทางลมจะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเรียกว่า “ลมหนาว”

แนะนำเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน เพื่อรับแสงแดดในช่วงเช้าที่ยังไม่ร้อนจนเกินไป ตกบ่ายแสงแดดก็ไม่สาดเข้ามา และรับลมเย็นในช่วงหน้าหนาว.

3.จัดการเรื่องหลังคา

   ใส่ฟอยด์กันความร้อนหลังคา

   ใส่ฉนวนกันความร้อน

  • EPS

  • PU

  • Glasswool

  • Rockwool

จัดการให้มีระบบระบายอากาศ ให้ลมเย็นหรือลมดีเข้าด้านล่างหรือตัวบ้าน ดึงลมร้อนขึ้นด้านบนใต้หลังตา และเพิ่มตัวระบายความร้อนที่ใต้หลังคาออกจากตัวบ้าน ด้วยตัวดูดอากาศหรือลูกหมุน

 

4.เลือกวัสดุในการสร้างบ้าน วัสดุหลังคา วัสดุผนัง ผนังมวลเบา ผนังโฟม  สีทาบ้าน กระจกกันความร้อน ปัจจุบันมีวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อการกันความร้อนค่อนข้างเยอะ เราสามารถเลือกวัสดุที่จะมาใช้ได้หลากหลาย เช่น สีทาบ้านกันความร้อน กระจกกันความร้อน วัสดุผนังต่างๆทั้งนี้ก็เลือกให้เหมาะสมกับ งบประมาณ และความพอใจของเราได้เลย

5.ปลูกต้นไม้บังแดด ไม่ให้แดดมาโดนตัวบ้านโดยตรง ช่วยเพิ่มความร่มลื่นและความสวยงามให้กับตัวบ้านแล้ว ยังช่วยลดความร้อนได้เป็นอย่างดี

6.เสริมระแนงกันแดด เพื่อช่วยกันความร้อนในบริเวณที่โดนแดดมาก 

หากทำตาม 6 ข้อด้านบนแล้วมั่นใจได้เลยว่าจะช่วยลดความร้อนลงอย่างน้อย  3-5 องศา ได้แน่นอน

ทีนี้หากเราอยากติดเครื่องปรับอากาศ ในบ้านก็จะไม่ต้องเปิดบ่อยๆ ไม่เปลืองไฟ หรือถ้าบ้านใครสามารถจัดการความร้อนได้ดีๆ อาจจะใช้แค่พัดลมก็เพียงพอแล้ว

โลโก้ตัวแทนจำหน่าย
  BEZEN CERAMIC TILES
วิธีทำให้บ้านเย็น

วิธีทำให้บ้านเย็น ไม่ต้องง้อแอร์ให้เปลืองค่าไฟ

     ประเทศไทยเราเรียกได้ว่าอาจจะเป็นหน้าร้อนตลอดทั้งปีเลยก็ว่าได้จะมีช่วงเวลาที่เป็นหน้าหนาวกับหน้าฝนเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น แล้ววันนี้เราจึงจะนำพาทุกท่านมาพบกับเทคนิคลดความร้อนภายในบ้านไม่ว่าจะช่วงหน้าร้อนหรือช่วงหน้าไหนหากรู้สึกบ้านร้อนอยู่ไม่ได้สามารถนำไปใช้ได้เลย รับประกันเลยว่าเมื่อท่านอ่านบทความจบแล้วจะสามารถนำเทคนิคการลดความร้อนภายในบ้านไปใช้ได้จริง

อยากให้บ้านเย็นต้องเริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างและภูมิทัศน์

1.การวางผังบ้านให้บ้านเย็น

ทิศใต้ ทิศตะวันตก แดดเยอะที่สุด

ทิศเหนือ ทิศตะวันออก แดดน้อย

จัดวางให้ห้องแต่ละห้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงานให้อยู่ในทิศที่แดดน้อย

จัดห้องที่ต้องการความร้อนช่วยจัดการความชื้น มาไว้ในทางทิศที่โดนแดดเยอะ เช่น ห้องน้ำ โซนซักล้าง ห้องครัว

เพื่อเราจะได้ใช้ห้องแต่ละห้องอย่างมีความสุขที่สุด และยังใช้แสงแดดให้เกิดประโยชน์ด้วย

2.ทิศทางลม 

ทิศทางลมในแต่ละฤดู

  1. ฤดูร้อน (ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม) ลมจะพัดมาทางทิศใต้ ถือว่าเป็นลมที่ดี ช่วยลดความร้อนของอากาศลงได้

การวางทิศบ้านให้หันไปทางทิศใต้ ถือเป็นทิศที่ดี เพราะเป็นทิศที่มีลมพัดเข้าบ้านตลอด จึงควรจัดให้มีช่องลม หน้าต่าง หรือประตูที่ให้ลมเข้า เพื่อดึงลมเข้าบ้านให้มากที่สุด รวมทั้งไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่บังหน้าบ้าน เพราะจะเป็นการบังทิศทางลม หากพื้นที่หน้าบ้านกว้างควรขุดบ่อน้ำ หรือทำสระน้ำไว้หน้าบ้าน เพื่อให้ลดพัดความเย็นเข้าสู่ตัวบ้าน.

  1. ฤดูฝน (ช่วงเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน) ลมจะพัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลมนี้เรียกว่า “ลมมรสุม”

การวางทิศบ้านให้หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะได้รับอิทธิพลของลมมากที่สุด หากในแง่ของการวางทิศบ้านให้ถูกทิศทางลมแล้ว ถือว่าทิศนี้รับลมได้ดีที่สุด แต่ข้อเสียคือบ้านตั้งอยู่ในแนวลมมรสุม ซึ่งเสี่ยงต่อการที่บ้านจะเสียหายจากลมพายุได้ง่ายเมื่อเกิดพายุฝน ควรหาต้นไม้ใหญ่หรือแนวกำแพงเพื่อป้องกันลมมรสุมในทิศนี้แต่ต้องเว้นระยะห่างจากตัวบ้านด้วย.

  1. ฤดูหนาว (ช่วงธันวาคม-กุมภาพันธ์) ทิศทางลมจะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเรียกว่า “ลมหนาว”

แนะนำเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน เพื่อรับแสงแดดในช่วงเช้าที่ยังไม่ร้อนจนเกินไป ตกบ่ายแสงแดดก็ไม่สาดเข้ามา และรับลมเย็นในช่วงหน้าหนาว.

3.จัดการเรื่องหลังคา

   ใส่ฟอยด์กันความร้อนหลังคา

   ใส่ฉนวนกันความร้อน

  • EPS

  • PU

  • Glasswool

  • Rockwool

จัดการให้มีระบบระบายอากาศ ให้ลมเย็นหรือลมดีเข้าด้านล่างหรือตัวบ้าน ดึงลมร้อนขึ้นด้านบนใต้หลังตา และเพิ่มตัวระบายความร้อนที่ใต้หลังคาออกจากตัวบ้าน ด้วยตัวดูดอากาศหรือลูกหมุน

4.เลือกวัสดุในการสร้างบ้าน วัสดุหลังคา วัสดุผนัง ผนังมวลเบา ผนังโฟม  สีทาบ้าน กระจกกันความร้อน ปัจจุบันมีวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อการกันความร้อนค่อนข้างเยอะ เราสามารถเลือกวัสดุที่จะมาใช้ได้หลากหลาย เช่น สีทาบ้านกันความร้อน กระจกกันความร้อน วัสดุผนังต่างๆทั้งนี้ก็เลือกให้เหมาะสมกับ งบประมาณ และความพอใจของเราได้เลย

5.ปลูกต้นไม้บังแดด ไม่ให้แดดมาโดนตัวบ้านโดยตรง ช่วยเพิ่มความร่มลื่นและความสวยงามให้กับตัวบ้านแล้ว ยังช่วยลดความร้อนได้เป็นอย่างดี

6.เสริมระแนงกันแดด เพื่อช่วยกันความร้อนในบริเวณที่โดนแดดมาก 

หากทำตาม 6 ข้อด้านบนแล้วมั่นใจได้เลยว่าจะช่วยลดความร้อนลงอย่างน้อย  3-5 องศา ได้แน่นอน

    ทีนี้หากเราอยากติดเครื่องปรับอากาศ ในบ้านก็จะไม่ต้องเปิดบ่อยๆ ไม่เปลืองไฟ หรือถ้าบ้านใครสามารถจัดการความร้อนได้ดีๆ อาจจะใช้แค่พัดลมก็เพียงพอแล้ว

โลโก้ตัวแทนจำหน่าย
  BEZEN CERAMIC TILES

R Value in Tiles: What It Means and Why It Matters?

ค่า R ของกระเบื้อง (1)

R Value in Tiles: What It Means and Why It Matters?

 

   โดยปกติแล้วการจะเลือกกระเบื้องมาใช้ปูพื้นและผนังบ้าน หรือใช้ในสถานที่ต่างๆ หลายคนอาจให้ความสำคัญในเรื่องของขนาด สีสัน ลวดลาย และความสวยงามเป็นหลัก เนื่องจากองค์ประกอบดังกล่าวเป็นลักษณะภายนอกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งสามารถใช้ตกแต่งพื้นที่ให้มีความสวยงามและสร้างความโดดเด่นในสไตล์ต่างๆ ได้อีกด้วย เช่นนี้เองจึงทำให้ใครหลายคนเลือกลักษณะภายนอกของกระเบื้องเป็นหลัก อย่างไรก็ตามการเลือกกระเบื้องมาใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของพื้นหรือผนังในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ หรือพื้นที่ใดก็ตามแต่ นอกจากขนาด สีสันและลวดลายแล้ว อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ควรคำนึงถึงก็คือ ค่ากันความลื่น หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ค่า R” นั่นเอง ซึ่งบทความนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับค่า R ของกระเบื้อง มาดูกันว่าค่าดังกล่าวคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับการเลือกกระเบื้อง

 

ค่า R คืออะไร?

    ค่า R ในกระเบื้อง หรือ SLIP RESISTANCE RATING ที่แปลว่า ค่ากันความลื่นเป็นค่าที่ได้มา จากการทดสอบ Ramp Test โดยการปูกระเบื้องบนทางลาดชันในระดับองศาที่ต่างกัน เพื่อ ทดสอบความกันลื่นของพื้นผิวกระเบื้อง ซึ่งถ้าหาก องศาความลาดชันเพิ่มขึ้น ระดับของค่า R ของแต่ละพื้นผิวจะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยมีการแบ่งระดับของค่า R กระเบื้องตามระดับองศาและ พื้นที่การใช้งานไว้ตามระดับต่างๆ 

   โดยส่วนใหญ่ที่จะเห็นกันอยู่ที่ R9-R13 ค่า R ยิ่งสูงก็ยิ่งกันลื่นได้ดี แต่ไม่ได้แปลว่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีนะ เพราะสำหรับการใช้งาน เราควรเลือกกระเบื้องที่มีค่า R ที่เหมาะสมไม่ใช่ค่า R เยอะเพียงอย่างเดียว เข้าใจตรงกันนะทุกคน.

 

แล้วค่า R สำคัญยังไงกับการเลือกกระเบื้อง?

เมื่อเราทราบแล้วว่าค่า R คือค่ากันความลื่นซึ่งหมายถึงว่าค่า R นั้นจะสามารถบอกเราได้ว่ากระเบื้องที่เราจะซื้อนั้นเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่แบบใหน

  • กระเบื้องที่มีค่า R สูง โดยส่วนมากจะอยู่ที่ R11 – R13 จะเหมาะกับพื้นที่ที่มีความลื่นมาก เช่น พื้นที่เปียกน้ำ ห้องน้ำ รอบสระน้ำ พื้นที่หน้าบ้าน ทางลาดชัน ลานจอดรถ หรือพื้นที่ต้องโดนน้ำมันหรือไขมัน พื้นที่พวกนี้จำเป็นต้องใช้กระเบื้องที่มีความหยาบของกระเบื้องสูงเพราะจะช่วยให้ คนที่ใช้งานพื้นที่นั้นๆ ไม่ลื่นเวลาเดิน หรือ อย่างพื้นที่จอดรถหากเราใช้กระเบื้องที่มีค่า R ต่ำ เวลาที่โดนน้ำจะทำให้ยางรถไม่เกาะพื้นและทำให้เสียหลักและเกิดอุบัติเหตุได้.

 •  กระเบื้องที่มีค่า R ต่ำ อยู่ที่ R10 ลงไป กระเบื้องที่มีค่า R ต่ำจะเหมาะกับพื้นที่แห้งไม่โดนน้ำ เช่น พื้นที่ห้องโถง ห้องรับแขก ห้องนอน ทางเดิน หรือพื้นที่ในอาคารที่ไม่เปียกน้ำ ผิวหน้าจะมีความเรียบ เวลาถอดรองเท้าเดินจะให้ความสบายเท้า ไม่รู้สึกสาก กระด้าง 

   ส่วนจะเลือกเท่าไหร่นั้น ให้เราตัดสินใจเอาเองว่าเมื่อดูสินค้าจริงแล้ว ลองเทสดูแล้วค่า R ประมาณใหนที่เรารู้สึกว่าเพียงพอกับการใช้งานของเรา เราก็สามารถเลือกได้เลย.

ค่า R ของกระเบื้อง (3)

ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเลือกกระเบื้องได้เหมาะสม

     • ความปลอดภัยในการใช้งาน

เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะหากเราใช้งานกระเบื้องผิดประเภท เอากระเบื้องลื่นๆมาใช้ในพื้นที่ที่มีความลื่นมาก อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาซึ่งอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้เลย ฉะนัั้นควรเลือกให้เหมาะสม.

     • ประหยัดงบประมาณ

เพราะหากเราเลือกกระเบื้องผิด แล้วไม่สามารถใช้งานได้สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการปูกระเบื้องใหม่ ซึ่งจะทำให้เราเสียเงินเสียเวลาแน่นอน
และอีกเรื่องคือหากเกิดอุบัติเหตุเราต้องมีค่ารักษาพยาบาลอีก ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องเสียหากเราเลือกกระเบื้องมาดีแล้วตั้งแต่แรก.

     ฉะนั้นการเลือกกระเบื้องที่มีค่า R ที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะมีผลกับการเกิดอุบัติเหตุในการใช้งานได้ และถึงแม้ว่าเราเลือกกระเบื้องที่มีค่า R เหมาะสมแล้วแต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการลื่นเลย แต่กระเบื้องที่มีความหยาบมากก็จะมีโอกาสลื่นน้อยกว่าแบบเรียบๆ อีกเรื่องก็คือการดูแลความสะอาด เราควรทำความสะอาดพื้นอยู่เสมอไม่ปล่อยให้เกิดคราบสะสม คราบตะไคร่ เพราะจะทำให้กระเบื้องลื่นได้เช่นกัน.

     ใครที่อยากใช้กระเบื้องพื้นที่มีค่า R สูงและคุณภาพดี กระเบื้องพื้นของทางบีเซนเรามีค่า R สูงถึง R12 เป็นกระเบื้องเนื้อพอร์ซเลน ดูดซึมน้ำต่ำ และยังรับประกันไม่เกิดเชื้อราในเนื้อกระเบื้องตลอดอายุการใช้งาน ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการกระเบื้องคุณภาพสูง ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/40Bjw9G

  BEZEN CERAMIC TILES
โลโก้ตัวแทนจำหน่าย
ค่า R ของกระเบื้อง (1)

R Value in Tiles: What It Means and Why It Matters?

   โดยปกติแล้วการจะเลือกกระเบื้องมาใช้ปูพื้นและผนังบ้าน หรือใช้ในสถานที่ต่างๆ หลายคนอาจให้ความสำคัญในเรื่องของขนาด สีสัน ลวดลาย และความสวยงามเป็นหลัก เนื่องจากองค์ประกอบดังกล่าวเป็นลักษณะภายนอกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งสามารถใช้ตกแต่งพื้นที่ให้มีความสวยงามและสร้างความโดดเด่นในสไตล์ต่างๆ ได้อีกด้วย เช่นนี้เองจึงทำให้ใครหลายคนเลือกลักษณะภายนอกของกระเบื้องเป็นหลัก อย่างไรก็ตามการเลือกกระเบื้องมาใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของพื้นหรือผนังในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ หรือพื้นที่ใดก็ตามแต่ นอกจากขนาด สีสันและลวดลายแล้ว อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ควรคำนึงถึงก็คือ ค่ากันความลื่น หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ค่า R” นั่นเอง ซึ่งบทความนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับค่า R ของกระเบื้อง มาดูกันว่าค่าดังกล่าวคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับการเลือกกระเบื้อง

 

ค่า R คืออะไร?

    ค่า R ในกระเบื้อง หรือ SLIP RESISTANCE RATING ที่แปลว่า ค่ากันความลื่นเป็นค่าที่ได้มา จากการทดสอบ Ramp Test โดยการปูกระเบื้องบนทางลาดชันในระดับองศาที่ต่างกัน เพื่อ ทดสอบความกันลื่นของพื้นผิวกระเบื้อง ซึ่งถ้าหาก องศาความลาดชันเพิ่มขึ้น ระดับของค่า R ของแต่ละพื้นผิวจะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยมีการแบ่งระดับของค่า R กระเบื้องตามระดับองศาและ พื้นที่การใช้งานไว้ตามระดับต่างๆ 

   โดยส่วนใหญ่ที่จะเห็นกันอยู่ที่ R9-R13 ค่า R ยิ่งสูงก็ยิ่งกันลื่นได้ดี แต่ไม่ได้แปลว่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีนะ เพราะสำหรับการใช้งาน เราควรเลือกกระเบื้องที่มีค่า R ที่เหมาะสมไม่ใช่ค่า R เยอะเพียงอย่างเดียว เข้าใจตรงกันนะทุกคน.

แล้วค่า R สำคัญยังไงกับการเลือกกระเบื้อง?

เมื่อเราทราบแล้วว่าค่า R คือค่ากันความลื่นซึ่งหมายถึงว่าค่า R นั้นจะสามารถบอกเราได้ว่ากระเบื้องที่เราจะซื้อนั้นเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่แบบใหน

  • กระเบื้องที่มีค่า R สูง โดยส่วนมากจะอยู่ที่ R11 – R13 จะเหมาะกับพื้นที่ที่มีความลื่นมาก เช่น พื้นที่เปียกน้ำ ห้องน้ำ รอบสระน้ำ พื้นที่หน้าบ้าน ทางลาดชัน ลานจอดรถ หรือพื้นที่ต้องโดนน้ำมันหรือไขมัน พื้นที่พวกนี้จำเป็นต้องใช้กระเบื้องที่มีความหยาบของกระเบื้องสูงเพราะจะช่วยให้ คนที่ใช้งานพื้นที่นั้นๆ ไม่ลื่นเวลาเดิน หรือ อย่างพื้นที่จอดรถหากเราใช้กระเบื้องที่มีค่า R ต่ำ เวลาที่โดนน้ำจะทำให้ยางรถไม่เกาะพื้นและทำให้เสียหลักและเกิดอุบัติเหตุได้.

 •  กระเบื้องที่มีค่า R ต่ำ อยู่ที่ R10 ลงไป กระเบื้องที่มีค่า R ต่ำจะเหมาะกับพื้นที่แห้งไม่โดนน้ำ เช่น พื้นที่ห้องโถง ห้องรับแขก ห้องนอน ทางเดิน หรือพื้นที่ในอาคารที่ไม่เปียกน้ำ ผิวหน้าจะมีความเรียบ เวลาถอดรองเท้าเดินจะให้ความสบายเท้า ไม่รู้สึกสาก กระด้าง 

   ส่วนจะเลือกเท่าไหร่นั้น ให้เราตัดสินใจเอาเองว่าเมื่อดูสินค้าจริงแล้ว ลองเทสดูแล้วค่า R ประมาณใหนที่เรารู้สึกว่าเพียงพอกับการใช้งานของเรา เราก็สามารถเลือกได้เลย.

ค่า R ของกระเบื้อง (3)

ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเลือกกระเบื้องได้เหมาะสม

     • ความปลอดภัยในการใช้งาน

เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะหากเราใช้งานกระเบื้องผิดประเภท เอากระเบื้องลื่นๆมาใช้ในพื้นที่ที่มีความลื่นมาก อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาซึ่งอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้เลย ฉะนัั้นควรเลือกให้เหมาะสม.

     • ประหยัดงบประมาณ

เพราะหากเราเลือกกระเบื้องผิด แล้วไม่สามารถใช้งานได้สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการปูกระเบื้องใหม่ ซึ่งจะทำให้เราเสียเงินเสียเวลาแน่นอน
และอีกเรื่องคือหากเกิดอุบัติเหตุเราต้องมีค่ารักษาพยาบาลอีก ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องเสียหากเราเลือกกระเบื้องมาดีแล้วตั้งแต่แรก.

     ฉะนั้นการเลือกกระเบื้องที่มีค่า R ที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะมีผลกับการเกิดอุบัติเหตุในการใช้งานได้ และถึงแม้ว่าเราเลือกกระเบื้องที่มีค่า R เหมาะสมแล้วแต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการลื่นเลย แต่กระเบื้องที่มีความหยาบมากก็จะมีโอกาสลื่นน้อยกว่าแบบเรียบๆ อีกเรื่องก็คือการดูแลความสะอาด เราควรทำความสะอาดพื้นอยู่เสมอไม่ปล่อยให้เกิดคราบสะสม คราบตะไคร่ เพราะจะทำให้กระเบื้องลื่นได้เช่นกัน.

     ใครที่อยากใช้กระเบื้องพื้นที่มีค่า R สูงและคุณภาพดี กระเบื้องพื้นของทางบีเซนเรามีค่า R สูงถึง R12 เป็นกระเบื้องเนื้อพอร์ซเลน ดูดซึมน้ำต่ำ และยังรับประกันไม่เกิดเชื้อราในเนื้อกระเบื้องตลอดอายุการใช้งาน ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการกระเบื้องคุณภาพสูง ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/40Bjw9G

  BEZEN CERAMIC TILES
โลโก้ตัวแทนจำหน่าย